ตาลปัตร งานศพ

คำค้นหา :
รายละเอียดสินค้า :

พระสงฆ์ถือตาลปัตรไปในเวลาแสดงธรรมเกิดขึ้นเมื่อใด และเหตุใดจึงใช้ตาลปัตรบังหน้าในเวลาแสดงธรรม พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็ได้รับเอาธรรมเนียม ที่ต้องถือตาลปัตรไปในการประกอบพิธี และปฏิบัติสืบต่อมาจนทุกวันนี้ โดยในงานมงคลพิธีต่างๆ พระสงฆ์จะใช้ตาลปัตรบังหน้า ในการประกอบพิธีกรรมเมื่อตอนจะให้ศีล และให้พร หรืออนุโมทนาแก่เจ้าภาพ หรือผู้มาฟังธรรม จะไม่ถือบังหน้าในขณะสวดบทสวดทั่วไป ส่วนงานอวมงคล เช่น งานสวดพระอภิธรรมศพ จะใช้ตาลปัตรบังหน้าในระหว่างการสวดพระอภิธรรมด้วย นอกเหนือ จากใช้บังหน้าตอนให้ศีลและอนุโมทนา ในการฌาปนกิจ พระสงฆ์ที่ได้รับนิมนต์ให้ชักผ้าบังสุกุล ก็จะต้องถือตาลปัตรขึ้นไปบนเมรุด้วย แต่ไม่ใช้บังหน้า เพียงถือไว้ในมือซ้าย และใช้มือขวาชักผ้าบังสุกุล

ตาลปัตร ความหมายตามรูปศัพท์ก็คือ “ใบตาล” หรือเติมให้เต็มตามประโยชน์ใช้สอยว่า “พัดใบตาล” สันนิษฐานว่า การใช้พัดนั้นมีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว และวัตถุประสงค์เดิมแท้นั้นก็เพื่อพัดให้เกิดลมเย็นสบายเท่านั้น เช่น พระสารีบุตรใช้พัด พัดถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นต้น ต่อมามีผู้อธิบายว่า ที่พระสงฆ์ใช้พัดก็เพื่อใช้บังเวลาเห็นอะไรก็ตามที่พระไม่ควรเห็น คำอธิบายนี้พอฟังได้ แต่ไม่น่าจะใช่วัตถุประสงค์ที่แท้ซึ่งมีมาแต่เดิม, จากพัดที่ใช้พัดลม ต่อมาในสังคมไทยพระสงฆ์เริ่มใช้พัดในเวลาให้ศีล ให้พร และจากนั้นทางราชการไทยได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการใช้พัดเป็นเครื่องแสดงสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ เช่น พระครูต้องมีพัดชนิดนี้ สีอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้ พระราชาคณะต้องใช้พัดอย่างนี้ สีนี้ รูปร่างอย่างนี้ พระสมเด็จ รองสมเด็จฯ ก็ต้องใช้พัดตามที่ทางการเป็นผู้กำหนด จากพัดใบตาลธรรมดา ต่อมาพัดจึงกลายเป็นเครื่องแสดงยศศักดิ์อัครฐาน และก็เพราะการใช้พัดคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์เดิมไปมากอย่างนี้เองจึงทำให้มีคนอยากได้พัดกันปีละมากๆ และทำให้พระธรรมดาๆ ต้องมาเสียพระเสียคน เพราะอยากได้พัดก็ไม่น้อยเช่นกัน
ส่วนพระแท้ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านไม่สน “พัด” ท่านสนแต่ “พระธรรม” เป็นสำคัญ และการใช้พัดเพื่อปิดบังสายตาจากสิ่งที่พระไม่ควรมองอย่างที่มีคนพยายามอธิบายนั้น ก็ฟังดูตื้นไปหน่อย เพราะวิธีการที่ถูกต้องถ่องแท้ในการเผชิญ กับสิ่งที่ตาไม่ควร มองของพระนั้นไม่ใช่การเอาพัดมาปิดหน้า หากแต่คือการ “ปิดตานอก” ของท่านด้วยสติอันเป็นเหมือนตาในต่างหาก มองก็ได้ แต่ขอให้มองด้วยสติก็จะไม่มีปัญหา ดีกว่าพระที่เอาพัดปิดหน้า แต่สายตายังตกเป็นทาสของสิ่งที่ตัวเองมองอย่างเต็มประตู การปิดอย่างนั้นไม่ช่วยให้มีอะไรดีมีแต่จะส่งเสริมให้พระเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกเท่านั้นเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวไว้ก็คือ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เดี๋ยวนี้ห้างร้าน บริษัทต่างๆ ก็นิยมทำพัดและทำย่ามถวายพระ ด้วยการทำรูปสัญลักษณ์ติดพัด หรือปักชื่อร้านติดย่ามพระ เพราะถือว่า
๑. เป็นอนุสรณ์ในงานบุญ และ
๒. เวลาพระถือพัดถือย่ามไปในงานไหนๆ ก็ตาม ชื่อบริษัทห้างร้านที่ติดอยู่ที่ย่ามหรือติดอยู่ที่พัดก็จะปรากฏชัดแก่มหาชนโดยปริยาย วิธีนี้ ทำให้ประหยัดงบประชาสัมพันธ์ของบริษัทไปได้ไม่น้อยเหมือนกัน ความข้อนี้จะเป็นจริงหรือไม่ไม่ขอยืนยัน แต่ขอตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้ให้พิจารณากัน แนวคิดในการใช้พัดและย่ามทำประชาสัมพันธ์นี้ ถ้าเอามาใช้ให้ถูกก็จะเอื้อต่องานเผยแผ่ธรรมสร้างสรรค์ปัญญาได้เหมือนกัน เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสภิกขุท่าน นำร่องไว้ก่อน โดย
การปักตัวหนังสือติดพัดของท่านที่สวนโมกข์ว่า
“จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง” หรือ “อตัมยตา” (=กูไม่เอากะมึง) ปักอยู่ที่ผ้าปูม้านั่งหินอ่อนหน้ากุฏิ
ทุกครั้งที่ท่านตั้งพัดอนุโมทนา ทายกทายิกาก็มองเห็นข้ออรรถข้อธรรมทุกครั้งไป หรืออย่างที่โบราณาจารย์ท่านแต่ก่อน วางแนวทางเอาไว้ให้ก็ดีไม่น้อย เช่น เวลาพระตั้งพัดสวดพระอภิธรรม เราก็จะมองเห็นตัวหนังสือที่ใบพัดว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” แนวคิดสร้างสรรค์อย่างนี้น่าจะช่วยกันขยายให้แพร่หลายออกไปให้กว้างขวางทั่วทั้งสังคมไทย ทำให้ได้เหมือนไข้หวัดนกระบาดก็ยิ่งดีคนไทยเห็นพัด เห็นย่าม ก็จะได้เห็นอรรถธรรมทุกๆ ครั้งโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เห็นพัด เห็นย่าม ก็เห็น “ธนาคาร...” หรือ "ห้างหุ้นส่วน...”และหรือ “บริษัท...” เสียดายพื้นที่บนพัดและข้างย่ามจังเลย